10 วิธีลดเซลลูไลท์และสาเหตุการเกิดเซลลูไลท์! (Cellulite)

เซลลูไลท์

เซลลูไลท์ หรือ เซลลูไลต์ (Cellulite) คือ การสะสมของไขมันที่เป็นของเหลวและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย เมื่อไขมันและสารพิษเหล่านี้สะสมรวมตัวกันนานเข้าก็จะกลายเป็นก้อนไขมันที่มีขนาดใหญ่ใต้ชั้นผิวหนังที่อัดกันอย่างหนาแน่นจนนูนขึ้นมา เนื่องจากระบบการระบายน้ำเหลืองไม่มีประสิทธิภาพ ร่างกายไม่สามารถขับไขมันและของเสียออกไปได้ และอุดตันจนมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บริเวณนี้เรียกว่า เซลลูไลต์ หรือที่รู้จักกันดีในอีกชื่อว่า ผิวเปลือกส้ม ไขมันนี้จะพบได้ทั้งในคนผอมและคนอ้วน โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายซึ่งร่างกายจะสามารถสะสมได้ที่บริเวณ ท้องแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก

เซลลูไลท์

ปัญหาเซลลูไลท์

เซลลูไลต์ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดกับคนอ้วนเท่านั้น ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมบางก็อาจจะมีปัญหานี้ได้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว เซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผู้หญิงเรียงเป็นแนวตั้งและมีปริมาณไขมันสะสมมาก ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผู้ชายเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็ก ๆ และมีปริมาณไขมันสะสมน้อย ดังนั้น จึงไม่พบเซลลูไลต์ในผู้ชาย ยกเว้นในกรณีที่ผู้ชายคนนั้นอ้วนมาก ๆ  

ประมาณ 90% ของผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีปัญหาการสะสมของเซลลูไลท์ แต่จะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป

วิธีเช็กดูว่าคุณมีเซลลูไลท์หรือไม่

ให้ลองเช็กด้วยวิธีง่าย ๆ โดยการบีบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีไขมันสะสมอยู่มาก เช่น หน้าท้อง ท้องแขน ต้นขาหรือก้น เป็นต้น และใช้มือบีบเนื้อในส่วนนั้นเบา ๆ ให้ได้ความหนาของเนื้อประมาณ 1 นิ้ว หากพบว่าผิวมีลักษณะขุรขระคล้ายผิวส้มหรือผิวมะกรูด นั่นแสดงว่า คุณมี  “เซลลูไลท์” หากปล่อยทิ้งไว้ นานวันเข้าก็จะเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องจับหรือบีบดู

เซลลูไลท์ประเภทต่าง ๆ 5 ประเภท

  • Soft Cellulite เป็นเซลลูไลท์ที่มีลักษณะเป็นก้อนไขมันเล็ก ๆ เป็นลูกคลื่นแบบนิ่ม ๆ สามารถกำจัดได้ไม่ยาก เพราะเป็นก้อนไขมันที่ไม่ได้เกาะตัวอย่างแน่นหนามากนัก  หากออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น โดยเน้นในบริเวณที่มีปัญหา เซลลูไลท์ประเภทนี้ก็จะถูกกำจัดไปได้โดยง่าย โดยมากจะพบในผู้หญิงช่วงอายุระหว่าง 20-30 ปี มักจะเกิดจากพันธุกรรม
  • Hard Cellulite เป็นเซลลูไลท์ที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ และจะมีหลายก้อนด้วยกัน ส่วนมากจะพบบริเวณหน้าท้อง รอบเอว แขนและคาง พบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ซึ่งการกำจัดเซลลูไลท์แบบนี้นั้น นอกจากต้องออกกำลังกายบ่อย ๆ โดยเน้นการบริหารในบริเวณที่มีปัญหา ควบคู่ไปกับการลดอาหารจำพวก ไขมันและน้ำตาลลงด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นสาเหตุการเกิด Hard cellulite อีกด้วย
  • Flaccid Cellulite เป็นเซลลูไลท์ที่มีลักษณะเป็นก้อนไขมันนุ่ม ๆ ทำให้ผิวดูหย่อนคล้อย ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเราดูแก่เร็วอีกด้วย มักพบได้ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โดยการกำจัดเซลลูไลท์ประเภทนี้นั้น จะต้องออกกำลังกายบ่อย ๆ โดยเน้นการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • Edmatous Cellulite เป็นเซลลูไลท์ที่มักพบได้กับผู้ที่มีการไหลเวียนของเลือดไม่ดี มีการคั่งของน้ำเหลือง จนทำให้มีลักษณะเหมือนการบวมน้ำ พอกดแล้วบุ๋ม พบได้บ่อยบริเวณสะโพก ต้นขา ซึ่งบริเวณที่เป็นนั้นจะมีผิวหนังบอบบางเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจนและบวม
  • Mixed Cellulite เป็นเซลลูไลท์ที่กำจัดได้ยากที่สุด เนื่องจากเป็นการรวมเอาเซลลูไลท์ทุกแบบไว้ในร่างกาย แบบว่าไม่ว่าจะเป็นจุดไหนก็ล้วนมีเซลลูไลท์เกาะหนาแน่นอยู่ทั้งสิ้น โดยมากจะพบในผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและไม่ได้ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น หากต้องการกำจัดเซลลูไลท์ประเภทนี้ จำเป็นต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน โดยเน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือเวทเทรนนิ่ง รวมไปถึงการลดการทานของหวาน ไขมัน น้ำตาล กาแฟ หรือขนมปังและเบเกอรี่ลงด้วย แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย เพื่อขจัดเซลลูไลท์ให้หมดไป

10 วิธีลดเซลลูไลท์และสาเหตุการเกิดเซลลูไลท์! (Cellulite)

พัฒนาการของเซลลูไลท์

  • ระยะที่ 1 : เป็นระยะที่เริ่มจะมีพังผืดเกิดขึ้นแต่ยังไม่มาก ยังไม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการยืนหรือการนอน (ไม่เห็นเป็นผิวเปลือกส้ม) แต่เมื่อทดลองบีบเนื้อบริเวณนั้นดูจะปรากฏให้เห็นรอยบุ๋ม
  • ระยะที่ 2 : เช่นเดียวกับระยะที่ 1 คือยังไม่สามารถเห็นรอยบุ๋มได้ แต่เมื่อทดลองบีบเนื้อขึ้นมาจะพบว่ามีรอยบุ๋มเพิ่มมากขึ้นกว่าระยะแรก สีผิวอาจจะซีดกว่าพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากผิวหนังเริ่มยืดจากการสะสมของเซลลูไลท์ ความยืดหยุ่นของผิวก็จะลดลงและอาจรู้สึกเย็นกว่าผิวหนังโดยรอบ
  • ระยะที่ 3 : จะเริ่มสังเกตเห็นรอยของเซลลูไลท์ได้ชัดเจนในขณะยืน โดยไม่ต้องบีบดู แต่ในขณะนอนจะยังไม่สามารถเห็นรอยได้
  • ระยะที่ 4 : สามารถเห็นผิวมีลักษณะเป็นเปลือกส้มได้ทั้งหมดไม่ว่าจะยืนหรือนอน โดยไม่ต้องบีบดูแต่อย่างใด ระยะนี้จะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์มาเป็นระยะเวลานานและรักษาได้ยากที่สุด

สาเหตุการเกิดเซลลูไลท์

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากการสะสมของไขมันที่มากเกินไปใต้ชั้นผิวหนังตื้น ๆ ในบริเวณที่เลือดไหลเวียนไม่ดี จนทำให้ผนังชั้นหุ้มเซลล์เกิดผิวที่ขรุขระแตกลาย ดูไม่สวยงาม คล้ายกับผิวเปลือกส้ม ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ส่งผลค่อนข้างมาก คือ กรรมพันธุ์ ซึ่งหากมีสมาชิกในครอบครัวมีเซลลูไลท์ สามารถทำให้มีโอกาสเกิดเซลลูไลท์ได้เช่นกัน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดเซลลูไลท์มากหรือน้อยอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  1.  ไขมันส่วนที่เกิดจากการกินอาหาร – การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเกินไปจะทำให้เกิดการสะสมไว้ในร่างกายในรูปของไขมัน เมื่อสะสมมากขึ้นจะไม่ก่อให้เกิดเพียงแค่ปัญหาเซลลูไลท์เท่านั้น แต่จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกินอีกด้วย
  2.  ไม่ออกกำลังกาย – การไม่ออกกำลังกายจะทำให้ระบบไหลเวียนในร่างกายทำงานได้ไม่ดี การกำจัดของเสียทางเลือดและน้ำเหลืองขัดข้องและคั่งค้าง และทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง
  3.  การลดความอ้วนอย่างรวดเร็ว – จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเซลลูไลท์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากการลดน้ำหนักในลักษณะนี้จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมอาหารและไขมันมากกว่าปกติเพื่อความอยู่รอด ไขมันเหล่านี้จะติดหนึบอยู่ในเนื้อเยื่อจึงทำให้การกำจัดสารพิษและของเสียไร้ประสิทธิภาพ
  4.  อยู่ในท่าเดียวนาน ๆ – ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การยืนหรือการนอนก็ตามจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดขัดข้อง การขับถ่ายของเสียทางเลือดและน้ำเหลืองไม่สะดวก นอกจากจะทำให้เกิดเซลลูไลท์แล้ว ยังอาจมีปัญหาเส้นเลือดขอดและเท้าบวมตามมาอีกด้วย
  5.  ดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ – เป็นที่ทราบกันดีว่า น้ำเป็นตัวช่วยนำพาของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย หากดื่มน้ำน้อยกว่าปกติจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  6.  การดื่มแอลกอฮอล์ – ทำให้เซลล์สูญเสียน้ำมากกว่าปกติ เมื่อในร่างกายมีน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระบบการขับถ่ายของเสียทำงานแย่ลงด้วย นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเสียต่อเซลล์ตับเป็นอย่างมากอีกด้วย ส่งผลให้ตับซึ่งเป็นอวัยวะอีกส่วนหนึ่งที่คอยกำจัดสารพิษทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  7.  การสูบบุหรี่ – ไม่เพียงแต่จะทำร้ายสุขภาพปอดและทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัวเท่านั้น แต่ยังทำให้เนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกันถูกทำลายส่งผลให้เกิดเป็นเซลลูไลท์
  8.  ระบบเผาผลาญมีปัญหา – ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น หรือความเจ็บป่วยบางประการ เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ก็จะทำให้การเผาผลาญในร่างกายผิดปกติได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มมากขึ้น
  9.  ความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน – เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นตัวกระตุ้นการสะสมของไขมัน ในขณะที่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะเป็นตัวทำลายระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ส่งผลให้เกิดการคั่งค้างและสะสมของสารพิษ ทำให้โครงสร้างผิวหย่อนคล้อยเสียความยืดหยุ่น ผิวจึงมีลักษณะเป็นก้อน ไม่เรียบเนียน
  10.  ระบบขับถ่ายของเสียทำงานผิดปกติ – ระบบขับถ่ายของเสียในร่างกายทำงานผิดปกติ การกำจัดของเสียออกจากร่างกายก็จะทำได้น้อยลง ส่งผลให้ของเสียและสารพิษคั่งค้างในร่างกายมากขึ้นจนกลายเป็นเซลลูไลท์ได้
  11. การตั้งครรภ์และภาวะหมดประจำเดือน – ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายขาดสมดุลได้
  12.  ความเครียด – เมื่อร่างกายเกิดอาการเครียด กล้ามเนื้อจะเกร็งตัว ส่งผลให้เนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อเกิดอาการขมวดเกร็งตามไปด้วย ทำให้เนื้อเยื่อไม่สามารถกำจัดของเสียได้
  13.  การสวมเสื้อผ้ารัดแน่นจนเกินไป – ทำให้การไหลเวียนของเลือดในบริเวณผิวหนังลดลง การขับถ่ายของเสียจึงน้อยลงและเกิดการสะสมไว้ในร่างกาย
  14.  เกิดจากการใช้ยาบางชนิด – เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดความอ้วน ยานอนหลับและยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ยาเหล่านี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย โดยเฉพาะระบบทำความสะอาดเลือด ยาคุมชนิดทานจะเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายทำให้เซลล์ไขมันขยายตัวและกักเก็บน้ำไว้มากจนเกินความจำเป็นหรือที่เรียกว่า บวมน้ำ ส่งผลให้ร่างกายมีน้ำไม่พอที่จะขับของเสียออกจากร่างกาย

วิธีลดเซลลูไลท์

 

  •  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอการออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแล้ว ยังช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความสมดุลอีกด้วย ขอแนะนำให้เป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย

ต่อไปนี้ คือ 4 ท่าบริหารเฉพาะจุดแบบง่าย ๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านเพื่อลดเซลลูไลท์

  1.    ท่า Lunges – ช่วยลดเซลลูไลท์บริเวณต้นขา ขาด้านหลังและก้น
  2.    ท่า Squats – ช่วยลดเซลลูไลท์บริเวณขา ก้นและสะโพก
  3.    ท่า Dead Lift – ช่วยลดเซลลูไลท์บริเวณแขนและหลัง
  4.    ท่า Hip Bridges – ช่วยลดเซลลูไลท์บริเวณต้นขา ก้น หน้าท้องและหลัง
  5.  ควบคุมอาหาร ให้งดหรือลดอาหารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
  •       อาหารมัน อาหารหวาน อาหารที่ให้พลังงานสูง ๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะอาหารเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังหย่อนยานลงและเกิดริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังเพิ่มแคลอรี่ที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกายอีกด้วย หากร่างกายใช้ไม่หมดก็จะเกิดการสะสมในรูปของไขมันและเซลลูไลต์ รวมถึงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย
  •       น้ำตาลแลคโตสในผลิตภัณฑ์นมวัว เพราะยิ่งอายุมากขึ้นความสามารถในการย่อยน้ำตาลชนิดนี้จะลดลง
  •       คาเฟอีนจากน้ำชาหรือกาแฟ เพราะคาเฟอีนจะไปกดสมดุลฮอร์โมนทำให้ร่างกายขาดน้ำ แม้แต่กาแฟที่อ้างว่าดื่มแล้วช่วยลดความอ้วนก็ควรเลี่ยงหรืองด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเป็นประจำ แต่หากเป็นคนดื่มชาหรือกาแฟเป็นนิสัย แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับมาเป็นชาเขียวหรือชาผลไม้แบบปราศจากน้ำตาลซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงแทน
  •       อาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพมากจนเกินไป เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก แหนม หมูแผ่น หมูหยอง ขนมปัง คุกกี้ เบเกอรี่ทุกชนิด เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารเหล่านี้มักมีสารปนเปื้อนและสารพิษที่จะไปตกค้างในร่างกายและเซลล์ไขมันได้
  •       อาหารเค็มจัด เพราะจะยิ่งเพิ่มการคั่งของน้ำในเซลล์ไขมันมากขึ้น
  •       แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในเบียร์และไวน์ เพราะหากดื่มมาก ๆ จะกลายเป็นสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายและเซลล์ไขมัน ซึ่งนั่นคือที่มาของเซลลูไลต์ ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้างดได้จะดีที่สุด

ผู้อ่านของเราต่างแนะนำ!

ครีมป้องกันเซลลูไลท์ ข้อคิดเห็นถูกปิด

  •  ทานผักและผลไม้สดมาก ๆ โดยจะทานเป็นสลัด ตำ ยำ กับน้ำพริกก็เลือกได้ตามชอบ หากต้องการปรุงเป็นเมนูอื่น ๆ ขอแนะนำให้ใช้ความร้อนไม่เกิน 100 องศา และใช้เวลาปรุงอย่างรวดเร็ว ประโยชน์จากการทานอาหารแบบนี้คือ ช่วยฟื้นฟูพลังงานและผิวพรรณ ทั้งยังช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ ตลอดจนลดโอกาสการตกค้างของของเสียได้อีกด้วย
  •  อยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้องโดยหมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ อย่าอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป ควรจะนั่ง ยืน และเดินให้ถูกต้อง ไม่นั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เกิดเซลลูไลท์ได้ง่าย
  •  กำจัดของเสียในปอดด้วยการฝึกลมหายใจลึกยาวเพื่อให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งออกซิเจนจะให้ชีวิต ให้ความกระชุ่มกระชวยกับเซลล์ในร่างกาย ไม่เฉพาะแต่เซลล์สมองเท่านั้น แต่ออกซิเจนยังช่วยเผาผลาญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
  •  ขัดถูผิวในขณะอาบน้ำการขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะการใช้ฟองน้ำ ครีม ใยบวม หินขัด หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่การขัดผิวที่ดีนั่นควรทำอย่างนิ่มนวลและไม่ทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวอ่อนแอ ไม่สามารถทนแดดและจะทำให้แห้งกร้านได้ง่าย การขัดผิวเพื่อลดเซลลูไลท์สามารถทำได้โดยขัดตัวในลักษณะเป็นวงกลมวนไปมาประมาณวันละ 2-3 นาที จะช่วยทำให้ระบบต่อมน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีและเป็นการช่วยขจัดเซลล์ไขมัน
  •  นวดน้ำมัน ช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและกระตุ้นประสิทธิภาพของระบบการกำจัดของเสียของร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยให้เน้นนวดวนและบีบ ๆ เฉพาะส่วนในจุดที่การไหลเวียนไม่ดี เช่น หัวเข่าด้านในและต้นขา เพื่อเป็นการช่วยละลายไขมันและกำจัดพิษคั่งค้าง หรือใช้อุ้งมือนวดคลึงเป็นวงกลมโดยใช้สันมือโอบรอบบริเวณที่มีเซลลูไลท์และทำซ้ำกัน ๆ ไปเรื่อย ๆ

นวดน้ำมัน

  •  ครีมนวดสลายเซลลูไลท์ -โดยใช้ร่วมกับการนวด วิธีนี้จะช่วยทำให้เซลลูไลท์ดูเบาบางลงได้ ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายยี่ห้อ แต่ครีมนวดที่ใช้ควรจะมีส่วนผสมสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ ดังนี้
  •  คาเฟอีน (Caffeine) ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายและเร่งการเผาผลาญไขมัน จึงช่วยในการลดน้ำหนักได้
  •    โกโก้ (Activated Cocoa Bean Concentrate) นิยมใช้ร่วมกับคาเฟอีน สามารถช่วยขจัดไขมันและยับยั้งการสะสมของน้ำตาลที่เหลือในเนื้อเยื่อไขมันได้
  •  ไคโตซาน (Chitosan) ช่วยขจัดไขมันได้ โดยประจุบวกของไคโตซานจะช่วยดักจับกรดไขมันอิสระและคอเลสเตอรอลที่มีประจุลบ ซึ่งจะถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับไขมันส่วนเกิน
  • สารสกัดแคปไซซิน (Capsaicin) เป็นสารสกัดที่ได้จากพริก มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มระดับของเอนไซม์ในตับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำให้ไขมันแตกตัวและช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มจึงช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลง
  • สารสกัดจากส้มแขก ซึ่งมีคุณสมบัติในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารจำพวกน้ำตาลกลูโคสเป็นสารอาหารจำพวกไขมันสะสมได้ และยังช่วยเร่งการสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่ได้อีกด้วย ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า สารเหล่านี้จะสามารถซึมผ่านเซลล์ผิวหนังลงไปละลายไขมันและไปลดก้อนไขมันได้จริงหรือไม่
  •  การทำทรีตเมนต์ตามคลินิก – ในปัจจุบันมีบริการให้เลือกมากมาย เช่น

การทำทรีตเมนต์ตามคลินิก

  •  Keymodule เป็นการกำจัดเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้ม ด้วยการนวดแบบสูญญากาศ จะช่วยให้ระบบการเผาผลาญไขมันและขับของเสียในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึง เรียบ กระชับมากยิ่งขึ้น
  •  INDIBA เป็นการนำเทคโนโลยีของคลื่นความถี่วิทยุผ่านเข้าสู่ร่างกาย และจะทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงขึ้นประมาณ 3 -5 องศา คลื่นความถี่นี้สามารถช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวกระชับขึ้นและผิวหนังเรียบขึ้น
  • Vela Shape เป็นการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ การใช้ความร้อนจากแสง Infrared (IR) บวกกับการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio frequency) ร่วมกับระบบสูญญากาศ (Vacuum) สามารถกำจัดเซลลูไลท์ได้โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องแทงเข็ม
  • Ultrasonic Massage เป็นการนวดผิวร่วมกับการทายาสลายไขมันไว้ตามร่างกายที่ต้องการลด และใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้น ๆ เพื่อให้ตัวยานั้นซึมลงไปใต้ผิวหนังและช่วยสลายเซลลูไลท์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและเซลลูไลท์ที่ต้องการลด

ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 1,000-3,000 บาทขึ้นไป แล้วแต่สถานบริการ

  • Vibration เป็นการนวดแบบสั่นสะเทือนตามบริเวณที่ต้องการจะเผาผลาญ หรือเมื่อยืนอยู่บนเครื่อง เครื่องจะเกิดสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตามให้ผลเหมือนการนวดตัว เหมือนเป็นการออกกำลังกายและสลายเซลลูไลท์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายและปริมาณของไขมัน แต่การสั่นนาน ๆ จะทำให้เกิดอาการคันเนื่องจากมีการสลายไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งการสลายเซลลูไลท์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์นั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • Endermologie เป็นการนวดกำจัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วนด้วยเครื่องสูญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่องมือนี้จะมีท่อสูญญากาศอยู่ตรงกลาง (ทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา) ส่วนด้านข้างจะเป็นลูกกลิ้งคู่ขนาน (ทำหน้าที่นวดสลายไขมันและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด) ซึ่งการรักษาด้วยเครื่องมือชนิดนี้จะต้องทำติดต่อกัน 14 ครั้ง โดยใน 7 ครั้งแรก จะต้องทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และจะลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้งในครั้งถัดไป หรือขึ้นอยู่กับผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 2,000-5,000 บาท แล้วแต่สถานบริการ

  • Mesotherapy เป็นการฉีดตัวยาที่มีคุณสมบัติในการสลายไขมันเข้าไปในใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) เพื่อสลายเซลลูไลท์และไขมัน เช่น สารสกัดจากถั่วเหลืองและวิตามินชนิดต่าง ๆ โดยยาที่ฉีดเข้าไปจะออกฤทธิ์ทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และทำให้เซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด แต่มีข้อเสียคือ ต้องทำการฉีดยาหลายเข็ม (ประมาณ 3 ครั้งขึ้นไป) และบางครั้งอาจเกิดรอยช้ำได้ เมื่อคนไข้ฉีดยาละลายไขมันไปได้หนึ่งเดือน จะพบว่าเซลลูไลท์และไขมันส่วนเกินจะลดน้อยลง หากรักษาร่วมกับการนวดจะช่วยทำให้ผลการรักษาดีขึ้น หลังการรักษาควรจะดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองและการขับของเสีย ซึ่งจะช่วยทำให้การรักษาได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 1,000-3,000 บาท

  • Carboxytherapy เป็นการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางการแพทย์เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ใต้ท้องแขน ต้นขา สะโพก และน่อง เพื่อเข้าไปสลายเซลลูไลท์ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ฉีดเข้าไปจะไปช่วยเพิ่มการขยายตัวของเส้นเลือด ทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและถูกกำจัดออกไป หลังรับการรักษาประมาณ 3-5 ครั้ง สัดส่วนและเซลลูไลท์จะเริ่มลดลง ผิวหนังกระชับมากขึ้น เมื่อทำครบ 10 ครั้ง ก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งสัดส่วนและเซลลูไลท์จะลดลง นอกจากนี้คาร์บ็อกซี่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ ช่วยกระชับผิวและแก้ปัญหาผิวท้องลายหรือรอยแตกลายของผิวให้จางลงได้อีกด้วย

ค่าใช้จ่ายต่อครั้งประมาณ 1,000-3,000 บาท

  • E-life Shapemaster เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มีการเผาผลาญไขมันส่วนเกินเพิ่มขึ้น โดยนำหลักการของการออกกำลังกายมาใช้ คือ การทำให้กล้ามเนื้อมีการหดตัว เมื่อกล้ามเนื้อทำงานก็จะมีการใช้ไขมันส่วนเกินรอบ ๆ มาใช้เป็นพลังงานให้การหดตัวของกล้ามเนื้อ จึงช่วยทำให้ไขมันที่สะสมอยู่รอบ ๆ ค่อย ๆ หายไป ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้เรียกว่า E-life Shapemaster ขั้นตอนการทำก็คือ จะใช้แผ่นแปะไปตามบริเวณที่มีปัญหาไขมันส่วนเกิน แล้วเครื่องมือจะทำการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เอง ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 30-45 นาที หลังจากทำเสร็จจะรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้น หลังรักษาภายใน 24 ชั่วโมงก็ให้ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับของเสีย และต้องทำการสลายประมาณ 14 ครั้ง (ทำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ในเดือนแรก และต่อไปให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง)

 

  •  การฝังเข็ม ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฝังเข็มปราศจากเชื้อโรคลงบนบริเวณที่มีเซลลูไลท์ ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ใต้ผิวหนัง โดยเข็มที่ฝังเข้าไปจะเชื่อมกับขั้วไฟฟ้า ซึ่งจะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปทำลายเซลล์ไขมันและแพร่กระจายของเหลว แต่การรักษาแบบนี้จะต้องแน่ใจในเรื่องของความสะอาด และวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มีเซลลูไลท์จำนวนไม่มากนัก หลังการรักษาถ้ายังไม่ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ไขมันและเซลลูไลท์ก็จะมากลับมาอีก

กล่าวโดยสรุป คือ หลักการหลัก ๆ ของการกำจัดเซลลูไลท์ที่ทุกคนสามารถทำได้เองที่บ้าน คือ การออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการนวด แต่หากคุณมีปัญหาเซลลูไลท์สะสมมากเกินกว่าที่จะรับมือได้ด้วยตัวเองและไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในกระเป๋า การขอรับบริการจากคลินิกต่าง ๆ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้ง่าย สะดวกและได้ผลเร็ว

 

แต่ไม่ว่าจะลดเซลลูไลท์ด้วยวิธีใด หากคุณไม่หมั่นออกกำลังกายและควบคุมอาหารให้เหมาะสมแล้วล่ะก็ เซลลูไลท์เหล่านั้นมันก็จะกลับมาอีกอย่างแน่นอน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแนวทางที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จะไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณกำจัดเจ้าก้อนเซลลูไลท์น่าเกลียดได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้คุณมีน้ำหนักตัวที่สมดุล มีรูปร่างที่ดีขึ้น รวมไปถึงมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอีกด้วย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ!

ผู้อ่านของเราต่างแนะนำ!

varicosette recommendations of readers

 

ทิ้งคำตอบไว้

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *