โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

โรคสะเก็ดเงิน หรือ เรื้อนกวาง (อังกฤษ: Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชั้นหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นแดง ที่มีขุยหรือสะเก็ดสีขาวติดอยู่ รอยโรคมักเกิดกับผิวหนังบริเวณที่ถูกเสียดสีบ่อยๆ รวมทั้งที่หนังศรีษะและเล็บด้วย ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วยสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังอีกโรคหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เกิดจากการปรวนแปรของภูมิคุ้มกันของร่างกาย และไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง โดยมีพื้นฐานมาจากพันธุกรรมและสิ่งกระตุ้นจากภายนอก พบได้บ่อยในช่วง อายุ 20 ปีและ 40 ปีขึ้นไป โดยพบได้ประมาณ ร้อยละ 1-2 ของประชากรทุกเชื้อชาติ ทั้งเพศหญิงและเพศชายพบได้เท่ากัน

psoriasis

อาการ

  • มีผื่นหนาสีแดง ขอบเขตชัดเจนและถูกคลุมด้วยขุยหนาขาวคล้ายสีเงินซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย และเมื่อขูดขุยหมดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น
  • ผื่นอาจเกิดบนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด
  • ผื่นผิวหนังมักกระจายในบริเวณที่มีการเสียดสี ศีรษะ ไรผม หลัง สะโพก ศอก เข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • เล็บ พบมีหลุม เล็บร่อน ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ หรือ จุดสีน้ำตาลใต้เล็บ
  • อาจมีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียวหรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

วิธีการรักษามีหลายวิธี

  • ยาทา สำหรับผู้ป่วยสะเก็ดเงินชนิดที่ไม่รุนแรง สามารถใช้ยาทาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะควบคุมอาการได้ยากลุ่มที่ใช้สำหรับทาที่ผิวหนังที่นิยมใช้ได้แก่
  • ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ Topical corticosteroids. เป็นยากลุ่มที่มีการใช้ในการลดการอักเสบของผิวหนังมากที่สุด และใช้ได้ผลดีในกลุ่มที่เป็นไม่รุนแรง โดยยาจะช่วยลดการสร้างเซลล์โดยไปกดภูมิค้มกันของร่างกาย ทำให้การอักเสบลดลง และอาการคันลดลง ยากลุ่มนี้มีหลายชนิด และมีหลายระดับความแรงของยา ยาที่มีความแรงน้อย ๆ จะใช้บริเวณที่ผิวหนังบาง ๆ เช่น ใบหน้า หรือใช้กลุ่มที่แรงขึ้นที่ผิวหนังที่ไม่กว้างมาก หรือบริเวณที่มีผิวหนังหนามากเช่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า หรือใช้เมื่อยาที่อ่อนกว่าใช้ได้ผล นอกจากยาที่เป็นครีมแล้ว ยังมีชนิดที่เป็นน้ำสำหรับใช้ที่ศีรษะ เพื่อที่จะป้องกันผลข้างเคียงจากยา ยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อมีการกำเริบของโรคเพิ่มขึ้น และหยุดใช้เมื่อสามารถควบคุมอาการได้ดี
  • ยากลุ่มVitamin D analogues. การใช้วิตามิน D สังเคราะห์ จะช่วยทำให้การเติบโตของเซลล์ผิวหนังช้าลง ยาที่ใช้เช่น Calcipotriene (Dovonex) เป็นครีมหรือเป็นน้ำที่ใช้รักษา
  • ยา Anthralin. เป็นยาที่เชื้อว่าทำให้การทำงานของ DNA ในเซลล์ผิวหนังกลับสู่ภาวะปกติ และจะช่วยลอกสะเก็ดออก ทำให้ผิวหนังเรียบขึ้นแต่มีข้อเสียคือจะทำให้มีสีที่เลอะกับผิวหนัง เสื้อผ้า จึงไม่ค่อยนิยม หรือให้ใช้เพียงระยะสั้น ๆ บางครั้งจะใช้ร่วมกับการรักษาด้วย UV
  • ยากลุ่มที่มาจาก Vitamin A Topical retinoids. กลุ่มนี้หลายคนอาจจะรู้จักนี้เพราะเป็นกลุ่มที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาสิว หรือรักษาผิวไหม้จากแดด แต่ยา tazarotene (Tazorac, Avage) เป็นยาที่พัฒนามาสำหรับรักษาสะเก็ดเงินโดยเฉพาะ โดยจะช่วยลดการอักเสบ และช่วยการทำงานของ DNA ให้เป็นปกติ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ จะมีอาการระคายเคือง และทำให้แพ้แสงได้ จึงจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดเมื่อใช้ยาตัวนี้ อีกอย่างที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความพิการแต่กำเนิดถึงแม้ว่าจะพบได้น้อยมาก ๆ
  • ยากลุ่ม Calcineurin inhibitors.  calcineurin inhibitors (tacrolimus and pimecrolimus) เดิมทียากลุ่มนี้ใช้ในการรักษาผิวหนังอักเสบเท่านั้น แต่การศึกษาในระยะหลังพบว่าช่วยในการรักษาโรคสะเก็ดเงินเช่นเดียวกัน โดยการยับยั้งการทำงานของ T cells ช่วยให้การอักเสบและสะเก็ดที่สร้างขึ้นลดลง ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยก็คืออาการระคายเคืองเช่นเดียวกัน ยากลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในระยะยาวเนื่องจากอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้
  • ยา Salicylic acid เป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ง่ายทั่วไป โดยจะช่วยผลัดผิวเซลล์ที่ตายออก และลดสะเก็ดลงได้ บางครั้งจะใช้ร่วมกันกับยาอื่นเช่นกลุ่ม steroid  นอกจากชนิดทายังมีชนิดที่เป็นรูปแบบแชมพู และชนิดน้ำสำหรับรักษาที่ศีรษะด้วย
  • Coal tar เป็นสารที่ได้มาจากกระบวนการผลิตของปิโตรเลียม อาจจะนับเป็นยารักษาสะเก็ดเงินที่เก่าที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยมาก ยกเว้นเรื่องกลิ่นเหม็น และสีที่ติดเสื้อผ้าได้
  • ครีมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ Moisturizers อันที่จริงแล้วไม่ได้ช่วยในการรักษา แต่สามารถลดอาการคัน และสะเก็ดได้ ช่วยป้องกันผิวหนังแห้ง พยายามเลือกแบบนี้เป็น oil base จะได้ผลดีกว่า
  • การรักษาด้วยยาชนิดรับประทานและชนิดฉีด Oral or injected medications ถ้าอาการรุนแรงมาก หรือใช้วิธีการรักษาข้างต้นแล้วไม่ได้ผล อาจจะต้องเริ่มใช้ยาชนิดรับประทาน ซึ่งมีข้อเสียคือผลข้างเคียงค่อนข้างมาก จึงนิยมใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่ออาการดีขึ้น ก็เปลี่ยนไปใช้การรักษาวิธีอื่นแทนที่ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่
    • Retinoids. เป็นกลุ่มวิตามิน A ใช้ในรายที่มีอาการรุนแรง ข้อเสียคือเมื่อหยุดใช้ยาแล้วมีโอกาสที่อาการจะกลับมาอีก และมีผลข้างเคียงคือทำให้ผิวหนังแห้ง คัน ผมร่วง และต้องหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์
    • Methotrexate. จะช่วยลดการสร้างเซลล์ผิวหนัง และลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยในผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่ข้อด้วย อาจจะมีผลข้างเคียงที่ระคายกระเพาะอาหาร เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย ถ้าใช้ในระยะยาวอาจมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงเช่น ตับอักเสบ กดการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว
    • Cyclosporine. จะกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย คล้ายกับยา methotrexate ทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติกับไต และความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของผลของเคียงนี้จะมีมากขึ้นเมื่อใช้ยาในปริมาณที่มากขึ้น
    • Hydroxyurea. ยากลุ่มนี้อาจจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายา cyclosporine หรือmethotrexate แต่สามารถใช้ร่วมกับการรักษาด้วยแสง ผลข้างเคียงอาจะทำให้เกิดโลหิตจาง และปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ จึงห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • ยากลุ่ม immunomodulator drugs (biologics) ยากลุ่มนี้มีหลายตัว เช่นalefacept (Amevive), etanercept (Enbrel), infliximab (Remicade) และ ustekinumab (Stelara) เป็นยากลุ่มที่ใช้ทางการฉีดเข้าเส้นเลือด เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าชั้นชั้นใต้ผิวหนัง ใช้ในรายที่การรักษาด้วยยาอื่น ๆ ไม่ได้ผล โดยจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่มีผลข้างเคียงมากที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลตัวเอง

  • อาบน้ำ เพื่อช่วยลดสะเก็ดออก และลดการอักเสบของผิวหนัง อาจจะใช้เกลือหรือผลิตภัณฑ์ เช่น bath oil, oatmeal sin, Epsom salts or Dead Sea salts ผสมในน้ำและแช่ไว้ประมาณ 15 นาที หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง
  • ใช้ moisturizer พยายามใช้ทันทีหลังอาบน้ำ และเลือกชนิดที่เป็น ointment-based moisturizer เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง ถ้าผิวแห้งมาก ๆ อาจจะใช้น้ำมันแทนได้เพื่อป้องกันน้ำระเหยจากผิว ในช่วงที่อากาศหนาว และแห้งมาก อาจจะใช้วันละหลาย ๆ ครั้งได้
  • ปิดผิวหนังที่มีอาการด้วยพลาสติกในช่วงกลางคืน เพื่อช่วยลดอาการแดง และลดสะเก็ด โดยการใช้ moisturizer ก่อนแล้วพันด้วย plastic wrap overnight พอตื่นตอนเช้าก็เอาออกและล้างพวกสะเก็ดออกในช่วงที่อาบน้ำ ให้ผิวหนังได้โดนแสงแดดอ่อน ๆ บ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง  สำหรับผิวหนังส่วนที่ปกติก็ให้ใช้ครีมกันแดดทาป้องกันไว้ด้วย
  • ใช้ยาชนิดครีมหรือชนิดขี้ผึ้งทา ตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถซื้อยากลุ่มนี้ทาได้เพื่อลดอาการคันและลดสะเก็ด
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด การติดเชื้อที่ผิวหนัง บุหรี่ การโดนแสงแดดมากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มจะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง

การเลือกวิธีการในการรักษา

ถึงแม้ว่าแพทย์จะเป็นผู้เลือกทางในการรักษาให้ โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรค รวมทั้งพื้นที่ของผิวหนังที่เป็น แต่การรักษาก็มักจะเริ่มต้นด้วยการใช้ยากลุ่มที่เป็นครีมทา ร่วมกับการใช้การรักษาด้วยแสง UV ถ้าไม่ได้ผลจึง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปยังการรักษาที่แรงขึ้น โดยที่เป้าหมายคือให้ได้วิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สามารถลดการสร้างเซลล์ใหม่ โดยที่มีผลข้างเคียงที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้ว่าจะมีทางเลือกในการรักษาหลายทาง แต่การรักษาที่มีประสิทธิภาพยังเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากตัวโรคเอง คาดได้ยากว่าจะตอบสนองอย่างไร และจะมีการกำเริบขึ้นในช่วงเวลาใด การรักษาที่ใช้ดีในคนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยตอบสนองในอีกราย และผิวหนังมีแนวโน้มที่จะดื้อต่อการรักษา นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงที่อาจจะพบได้ ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการรักษา และค่อย ๆ ใช้เวลาในการรักษาและดูผลตอบสนองต่อการรักษาเพื่อควบคุมอาการให้ดีที่สุด

Category: การดูแลผิว

About ดิสภานุรัตน์

แพทย์ผิวหนังผมสุสกาวเดือนไกรดิษฐ์ ฉันทำงานเป็นแพทย์ผิวหนังในกรุงเทพ. ในบล็อกของฉันฉันเขียนเกี่ยวกับการดูแลตัวเองสำหรับเด็กหญิงและผู้ชาย.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *